วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

WLJ#14: Feb.15, 2011 Web 2.0

Lecture# 14
Feb.15, 2011

Web 2.0

Web 2.0 vs Traditional Web
: หน้าเวบเพจที่มาอยู่ด้วยกันจากทั่วโลก ออกมาตั้งแต่ปี 2004 โดยบิล โอ ไรล์ลี่ ซึ่งเป็นอินเตอร์เน็ตที่สร้างขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การเน้นการขายของเฉพาะแต่ละบริษัท (เดิมเป็นเน้นการขายของ เช่น E-commerce ที่ใส่ไปหน้าชื่อบริษัท) เป็นการเปลี่ยนอำนาจการต่อรองไปอยู่ที่ผู้บริโภคมากกว่าแล้ว
                เมื่อเทียบกับของเดิมแล้วเรื่องที่เปลี่ยนคือ เน้นไปที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเอง เช่น การเข้าไปใช้และแบ่งปันที่ Wikipedia สามารถเปลี่ยนแปลงโดยผู้ใช้ตอนไหนก็ได้ หรือการขายข่าวผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น I-Tune เน้นที่การขาย Content/ กระแสผ่านสื่อที่บริโภคทุกทาง (ไม่ได้เน้นที่การขาย Product อีกแล้ว) นอกจากนี้คือสามารถใช้ในองค์กรให้การดำเนินงานดีมากขึ้น เช่น การใช้ในการทำการตลาด การติดต่อถึงลูกค้าหรือระหว่างผู้ใช้เองภายในองค์กร เป็นการเปลี่ยนแปลงการส่งสารระหว่างกันเป็นผ่าน Social Network เช่น การสร้าง Blog ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในปัจจุบัน การเกิดขึ้นของ Spam Blog/ Comment ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ บางครั้งเกิดจากการวางระบบหรือหุ่นยนต์ที่ส่งเสริมการขายสินค้าหรือการทำการตลาดแบบใหม่

Web 2.0 Characteristics
•       Ability to tap into user intelligence เช่น Amazon ที่สามารถเข้าไปดูความเห็นจากผู้ที่ใช้งานจริง เป็นการ Review ที่เกิดจากแรงบันดาลใจจริง เป็นเสมือนการสร้างอำนาจของผู้บริโภคในการกำหนดทิศทางของสินค้าได้
•       Data available in new or never-intended ways เป็นการสร้างช่องทางการเข้าถึงหรือการสร้างกระแสใหม่ในกลุ่มลูกค้าเดิมหรือกลุ่มลูกค้าใหม่
•       Rich interactive, user-friendly interface เช่น Interface ที่ง่ายมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถติดต่อระหว่างกันได้มากขึ้น ประกอบกับเป็นยุคที่ความรู้พร้อมมากยิ่งขึ้น
•       Minimal programming knowledge required เป็นช่องทางในการรวบรวมความรู้ความเห็นเพื่อสร้างสินค้าใหม่หรือเตรียมออกสินค้าใหม่
•       Perpetual beta or work-in-progress state making prototype opportunities rapid
•       Major emphasis on social networks เช่น Facebook
•       Global spreading of innovative Web sites แหล่งเวบไซต์ที่ส่งสร้างการสร้างกระแสจากแนวคิดใหม่มากยิ่งขึ้น
เช่น Social Bookmark Website เป็นเสมือน Community Network ที่แบ่งปันเรื่องที่แต่ละคนสนใจขึ้นมา ให้มาแบ่งปันกันและโหวตระหว่างกัน เป็นการช่วยกันหามาจากผู้ใช้งานทั่วโลก

ซึ่งเน้นที่ผู้ใช้งานเป็นคนสร้างสื่อขึ้นมาเอง ทำให้ข้อมูลที่ได้ค่อนข้าง Real-time เป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างสื่อขึ้นมาจากที่เป็นองค์กรหรือสื่อมวลชน มาเป็นผู้ใช้งานจริง อาจไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็มากยิ่งขึ้น เช่น หนังสือที่รวบรวมมาจากบทความหรือ Quote ที่อยู่บนเวบไซต์ส่วนตัว

Element of Interaction in a Virtual Community
·         Communication เช่น Board Chatroom Magazine on website (E-Magazine) เมื่อปี 2008 โอบามาสามารถสร้างกระแสการเลือกตั้งจาก Social media เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้ออกมาเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น
·         Information เป็นการสื่อสารข้อมูลที่จำเป็นผ่านสื่อในรูปแบบใหม่มากยิ่งขึ้นแทนที่จะเป็นแค่บนหน้ากระดาษ
·         EC Element  เน้นที่นำมาสร้างยอดขายหรือช่องทางในการค้าใหม่ เช่น ประมูลออนไลน์ การแลกเปลี่ยนของทางออนไลน์ เช่น เวบไซต์ iVillage ในสหรัฐฯที่ผู้หญิงใช้เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนของกัน Linked-in เป็นสื่อระหว่างองค์กร (มักใช้ในทางธุรกิจมากกว่า) เช่น ใช้ในการหาแรงงาน Flickr สำหรับการอัพโหลดรูปภาพมีทั้งฟรีและหากต้องการคุณภาพที่สูงมากยิ่งขึ้นจะต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม; เป็นการสร้างรูปแบบธุรกิจแบบใหม่

Issues For Social Network Services
•       Lack of privacy controls ขาดความเป็นส่วนตัว เช่น ปัจจุบันฝ่าย HR หาข้อมูลส่วนตัวจาก Facebook
•       Inappropriate language translations among countries แปลงภาษาจากที่เป็นอยู่มากยิ่งขึ้น เช่น ชิมิ
•       Fierce competition for users การแข่งขันกันระหว่างผู้สร้าง เช่น การด่าระหว่างกันหรือการสร้างกระแสของดารา
•       Prey to illegal activities กิจกรรมที่ค่อนข้างผิดกฎหมาย เช่น การแกล้งกัน การซื้อขายแลกเปลี่ยนของผิดกฎหมาย
•       Cultural objections may become volatile

Enterprise Social Networks Characteristics and Enterprise Social Network Interfaces
: ส่งเสริมให้คนในองค์กรสื่อสารและแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันเอง ภายใต้ Social Network ที่ออกแบบและพัฒนาโดยองค์กรโดยเฉพาะ เน้นที่ส่งเสริมให้เกิดแนวความคิดในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรโดยรวมมากยิ่งขึ้น ผลคือได้มีการสื่อสารและติดต่อระหว่างกันมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นการสร้าง Knowledge Management

Retailers Benefit from Online Communities
: เป็นการสร้างประโยชน์ความเห็นจากผู้ที่ใช้งานจริง ไม่ต้องเก็บข้อมูลลักษณะหว่านแห่อีก สามารถเน้นไปที่ผู้ที่สนใจจะซื้อหรือทำธุรกิจจริงมากกว่า หรือการสร้าง Viral marketing เช่น BurgerKing ที่ทำโฆษณาผ่านการทำคลิปอาจารย์โมโห เพื่อสร้างกระแสของสินค้าใหม่และโปโมชั่นใหม่ เพื่อสร้างรายได้มากยิ่งขึ้น

YouTube is a Steal!
: สามารถสร้างรายได้ขององค์กรได้ หรือเป็นการส่งเสริมการขาย เช่น การนำเสนอสินค้าใหม่ การสอนวิธีการใช้งาน การโฆษณาเพลงจากประเทศเกาหลี

การรวม Application กับเครื่องมืออื่นที่ทำให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น เช่น Google Map นอกจากบอกสถานที่สามารถบอกแหล่งเชื่อมต่อได้อีก เป็นต้น

Kurzweil’s Law of Accelerating Returns
: อธิบายว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะพัฒนามาก

Robotics
: เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องที่สร้างความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ลดแรงงานจากคนให้มากที่สุด เช่น กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ มีงบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก โดยมุ่งเน้นที่เทคโนโลยี

Quantum Leaps Driven by IT
: ในช่วงปี 1990 มีการเติบโตของเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตค่อนข้างมาก ต่อมาเป็นการพัฒนาเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ตจากผู้ใช้จริงมากขึ้น เน้นที่การมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

Telemedicine & Telehealth
: เน้นที่ประโยชน์ให้ผู้ใช้สามารถดูแลและรักษาสุขภาพได้ด้วยตนเอง เช่น Application ในการวัดการเต้นของหัวใจเพื่อส่งเสริมการรักษาสุขภาพ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาในอนาคตทั้งของประเทศไทยและโลก เสมือนการรักษาที่ต้นเหตุของปัญหาสุขภาพตามความนิยมของคนรุ่นใหม่

Mobile Technology in Medicine
: เป็นกระแสที่มาแรงมากในประเทศไทย เช่น กระแสการสร้าง Medical Hub เพื่อรองรับคนไข้ที่เป็นชาวต่างชาติจำนวนมากต้องสร้างระบบรองรับการส่งข้อมูลคนไข้จากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เป็น Medical record& reference

Urban Planning with Wireless Sensor Networks
: เป็นการวางระบบการเดินสายไฟภายในบ้าน ปัจจุบันเน้นที่การสร้างระบบการเดินสายไฟหรือเครือข่ายใต้ดินมากขึ้น ซึ่งต้องวางแผนล่วงหน้าเพราะเกี่ยวข้องกับการสร้างบ้านหรืออาคารทั้งระบบ การใช้ระบบ RFID ในการวางระบบเพื่อรองรับการจอดรถ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมของสังคมเทคโนโลยีโดยเฉพาะในเมืองใหญ่

Offshore Outsourcing
: เช่น Outsource ไปประเทศอินเดีย แต่ยังคงมีประเด็นสำคัญเรื่อง ประเด็นการขโมยข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูลทางการเงิน ปัจจุบันมีหนังสือที่แนะนำในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลมากยิ่งขึ้น

Enterprise 2.0 & What It Can Do For You
: ประโยชน์ขององค์กรใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากยิ่งขึ้นและหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น

Presence, Location & Privacy
: เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะต่อองค์กร มักส่งเสริมให้ใช้ผ่าน Social Network ขององค์กรเองมากกว่า มักจะมีนโยบายหรือซอฟท์แวร์ห้ามใช้เป็ฯของบริษัทเอง

Green Computing – Enterprises Need To…
: เป็นความพยายามในการใช้ทรัพยากรในองค์กรให้น้อยลง เช่น การสร้าง Server ที่รวมซอฟท์แวร์หรือระบบที่หลากหลายในที่เดียวมากยิ่งขึ้น พยายามใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่น้อยลง ลดทั้งต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดูลและเปลี่ยนเครื่องใหม่ต่อไป

Global Green Initiatives
: เป็นความพยายามในการสร้างกฎเกณฑ์ทางด้านเทคโนโลยี เช่น การกำหนดต้องทิ้งเทคโนโลยีเก่าทั้งหมด เพื่อสร้างและพัฒนาใหม่ให้ทันตามความต้องการมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ต่อผู้ใช้: ไม่ต้องเสียทรัพยากรและพลังงาน สร้างอารมณ์ในการทำงานได้มากยิ่งขึ้นและไร้แรงกดดันทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีมากขึ้น เช่น นโยบายที่เอื้อในการเลี้ยงลูกอ่อน
ประโยชน์ต่อองค์กร: ใช้ทรัพยากรมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ต่อสังคม: ลดการใช้ทรัพยากรส่วนรวม ไม่มีปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อม

Information Overload
: ปัญหาข้อมูลที่มากเกินความต้องการ เกิดผลเสียจากการเชื่อจากข่าวที่ไม่เป็นความจริงหรือข่าวลือ เช่น ราคาหุ้นตก

Information Quality
: ข้อดีที่มีการแจ้งข้อมูลที่เป็ฯ Real-Time และเป็นแรงบัดาลใจในการพัฒนาระบบเพื่อความโปร่งใสขององค์กรจากข่าวลือหรือเหตุการณ์การล้มละลาย หรือเหตุการณ์การทุจริตในองค์กรที่พบได้

Spam
: เช่น E-mail Spam

ทำให้องค์กรเป็นแนวราบมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเน้นที่การสร้าง Expert โดยไม่สามารถสื่อสารได้ เป็นการแบ่งปันข้อมูลได้
สามารถพัฒนาตนเองได้
สร้างสินค้าหรือการดำเนินงานที่ใหม่เพื่อสร้างประสิทธอภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
สร้างอำนาจและความสามารถในองค์กร เช่น การ Training ผ่านระบบเวบไซต์ แต่ก็เกิดความเสียหายได้ เช่น การสร้างข่าวลือหรือนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างของโลกจริงและโลกออนไลน์

น.ส. พิมพ์ชนก เกตุสุวรรณ์ 5302110076





วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

WLJ#13: Feb.9, 2011 Information Technology Security

Lecture# 13
Feb.9, 2011

การรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศและจรรยาบรรณเบื้องต้น: Security

ความเสี่ยงของระบบสารสนเทศ (Information system risk)
: เหตุการณ์หรือการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียหรือทำลายฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ข้อมูล สารสนเทศ หรือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของระบบ           โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของระบบสารสนเทศ สามารถแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้
  • แฮกเกอร์ (Hacker) คือบุคคลที่พยายามเข้าไปในระบบสารสนเทศ เพื่อแสดงให้เจ้าของระบบทราบว่ายังมีช่องโหว่ของการรักษาความปลอดภัยของระบบอยู่และเรียกว่า แฮกเกอร์ที่มีจรรยาบรรณ
  • แครกเกอร์ (Cracker) คือบุคคลที่ทำอันตรายต่อการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศโดยมีวัตถุประสงค์ร้าย
  • ผู้ก่อให้เกิดภัยมือใหม่ (Script Kiddies) คือบุคคลที่ต้องการทำอันตรายระบบรักษาความปลอดภัยแต่ยังไม่มีทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์มากนักจึงใช้ซอฟท์แวร์ในการเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยในการทำลาย
  • ผู้สอดแนม (Spies) คือบุคคลที่ถูกจ้างเพื่อเจาะระบบสารสนเทศและขโมยข้อมูล มักมีทักษะทางคอมพิวเตอร์สูง โดยมีเป้าหมายของระบบที่ต้องการเจาะอย่างชัดเจน บางครั้งอาจทำไปตามการว่าจ้างของบริษัทคู่แข่งเพื่อล้วงความลับข้อมูลทางการแข่งขันที่สำคัญ
  • เจ้าหน้าที่ขององค์กร (Employees) คือเจ้าหน้าที่ขององค์กรเองที่เจาะเข้าสู่ระบบข้อมูลเพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบยังคงมีจุดอ่อนอยู่ เป็นประโยชน์เพื่อนำไปพัฒนาต่อไปแต่ปัจจุบันถือว่าเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการขายข้อมูลต่อนั่นเอง
  • ผู้ก่อการร้ายทางคอมพิวเตอร์ (Cyber terrorist) ใช้ความเชื่อของตนเองในการปรับเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศ หรือการทำให้ระบบสารสนเทศ ปฏิเสธการให้บริการกับผู้ใช้ที่มีสิทธิในการใช้ระบบอย่างถูกต้อง หรือเจาะเข้าไปในระบบเพื่อทำให้ข้อมูลเสียหายอย่างมาก ผู้ก่อการร้ายทางคอมพิวเตอร์เป็นนักเจาระบบที่น่ากลัวมากที่สุดในจำนวนนักเจาะระบบ มีทักษะทางคอมพิวเตอร์ที่สูงมาก นอกจากนี้ยังเป็นการยากที่จะทำนายว่าจะโจมตีจะเกิดเวลาไหนและที่ใด โจมตีในรูปแบบใหม่อย่างอย่างฉับพลันและรวดเร็ว
ประเภทของความเสี่ยงของระบบสารสนเทศ
1)        การโจมตีระบบเครือข่าย สามารถแบ่งออกเป็น
§  การโจมตีขั้นพื้นฐาน (Basic Attacks)  เช่น กลลวงทางสังคม (Social engineering) และการรื้ออค้นเอกสารทางคอมพิวเตอร์จากที่ทิ้งขยะ (Dumpster Diving )
§  การโจมตีด้านคุณลักษณะ (Identity Attacks) เช่น DNS Spoofing และ e-mail spoofing 
§  การปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service หรือ DoS) เช่น Distributed denial-of-service (DDoS) , DoSHTTP (HTTP Flood Denial of Service)
§  การโจมตีด้วยมัลแวร์ (Malware) แบ่งเป็น โปรแกรมมุ่งร้ายที่โจมตีการปฏิบัติงานของคอมพิวเตอร์ (เช่น ไวรัส เวิร์ม เป็นต้น) และโปรแกรมมุ่งร้ายที่โจมตีความเป็นส่วนตัวของสารสนเทศ (Information privacy) ที่มีชื่อเรียกทั่วไปว่า สปายแวร์ (Spyware)
2)        การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized access) คือการใช้คอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยไม่มีสิทธิ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์หรือข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำกิจกรรมบางอย่างที่ผิดกฏระเบียบของกิจการหรือการกระทำที่ผิดกฏหมาย ปัจจุบันจึงทำเป็นระบบการเข้าถึงผ่านพาสเวิร์ดที่จำกัดสิทธิตามชั้นหรือโครงสร้างอำนาจของพนักงานแต่ละคนที่มีอยู่ในองค์กร
3)        การขโมย (Theft) เช่น การขโมยฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ หรือการขโมยสารสนเทศที่มีลักษณะเป็นความลับ
4)        ความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ (System Failure) เช่น ปัญหาจากเสียง สัญญาณในการรับและส่งสารสนเทศ แรงดันไฟฟ้าต่ำหรือสูงเกินไปในการดูแลระบบสารสนเทศทั้งหมดขององค์กร

การรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
1)        การรักษาความปลอดภัยจากการโจมตีระบบเครือข่าย เช่น ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและปรับปรุง Virus signature หรือ Virus definition การติดตั้งไฟร์วอลล์ (Firewall) เป็นต้น
2)        การควบคุมการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านการระบุตัวตน การพิสูจน์ตัวจริงโดยการเข้ารหัสไม่ว่าจะโดยการสอบถามข้อมูลเฉพาะสำคัญเฉพาะราย การใช้บัตรผ่านที่เป็นบัตรประจำตัว หรือการตรวบสอบโดยกายภาพส่วนบุคคล เช่น ตรวจม่านตา เป็นต้น
3)        การควบคุมการขโมย ซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีที่สำคัญคือ RFID ในการตรวจนับสิ่งของและระบุตัวบุคคล
4)        การรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เช่น Secure sockets layer (SSL) โดยเว็บเพจที่ใช้ SSL จะขึ้นต้นด้วย https แทนที่จะเป็น http หรือ Secure HTTP (S-HTTP) เช่น ระบบธนาคารออนไลน์จะใช้ S-HTTP
5)        การควบคุมความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ เช่น การป้องกันแรงดันไฟฟ้าใช้ Surge protector หรือ Surge suppressor และหากว่าเกิดไฟฟ้าดับอาจต้องปรับระบบการใช้ไฟเป็นระบบ Uninterruptible power supply (UPS) เป็นต้น
6)        การสำรองข้อมูล (Data Backup)  เพื่อเก็บข้อมูลไว้ต่างหากอีกที่หนึ่งแยกจากสำนักงานหรือที่ทำการหลัก ซึ่งต้องตัดสินใจในประเด็นดังนี้ การเลือกสื่อที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลสำรอง ระยะเวลาที่ต้องสำรองข้อมูล ความถี่ในการสำรองข้อมูล สถานที่เก็บสิ่งบันทึกดังกล่าวข้างต้น เป็นต้น
7)        การรักษาความปลอดภัยของแลนไร้สาย (Wireless LAN) เป็นระบบที่องค์กรใช้ในการเชื่อมต่อการทำงานของพนักงานเป็นจำนวนมาก ต้องรักษาข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่ภายในองค์กรโดยควบคุมการเชื่อมโยงเข้าสู่แลนไร้สายด้วย Service Set Identifier (SSID) หรือกลั่นกรองผู้ใช้งานด้วยการกรองหมายเลขการ์ดเน็ตเวิร์ก (MAC Addressing Filtering) เป็นต้น

จรรยาบรรณ
: จรรยาบรรณทางคอมพิวเตอร์ คือหลักปฏิบัติที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกผิดชอบเกี่ยวกับการใช้ระบบสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วย
§  การใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
§  การขโมยซอฟต์แวร์ (การละเมิดลิขสิทธิ์)
§  ความถูกต้องของสารสนเทศ เช่น การตกแต่งรูปภาพ เป็นต้น
§  สิทธิ์ต่อทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property rights) และลิขสิทธิ์ เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญดังต่อไปนี้ บุคคลที่สามารถเข้าถึงได้ ส่วนประกอบและความสามารถในการปรับปรุงแกไข
§  หลักปฏิบัติ (Code of conduct) เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าการกระทำใดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่มีหรือไม่มีจรรยาบรรณ
§  ความเป็นส่วนตัวของสารสนเทศ (Information privacy) ปัจจุบันให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้คือ Cookie ซึ่งเป็น Text file ขนาดเล็กที่เครื่อง Web server นำมาติดตั้งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดดิสก์) ของผู้เรียกเว็บไซด์นั้นๆ โดย Cookie จะมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ ประกอบด้วย ชื่อหรือเว็บไซด์ที่ชอบเข้า เมื่อผู้ใช้ติดต่อกับเว็บไซด์ โปรแกรมเบาวร์เซอร์จะจัดส่งข้อมูลใน Cookie ไปยังเว็บไซด์ได้ นอกจากนี้ปัจจุบันมีกฏหมายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของสารสนเทศ เช่น Privacy Act และ Family Educational Rights and Privacy Act เป็นต้น

พิมพ์ชนก เกตุสุวรรณ์ 5302110076